-
-




RAD UPDATES
Dec 04, 2018 / ดู 159 ครั้ง

[Review] 'The Weeknd Asia Tour Live in Bangkok' คอนเสิร์ตครั้งแรกในไทยของศิลปินเจ้าของฉายาราชาเพลงป๊อปยุคใหม่ ซาวด์และโปรดักชั่นจัดเต็มสมคำร่ำลือ!

จบลงไปแล้วสำหรับคอนเสิร์ตใหญ่ระดับโลกส่งท้ายปีที่หลายๆคนรอคอย ใน ‘The Weeknd Asia Tour Live in Bangkok’ โชว์เต็มรูปแบบครั้งแรกในเมืองไทยของนักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่มอาร์แอนด์บีเลือดแคนาเดี้ยนเจ้าของรางวัลแกรมมี่ Abel Tesfaye หรือที่รู้จักกันในชื่อ The Weeknd เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ธ.ค.) ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ที่ขนทัพเพลงฮิตระดับท็อปชาร์ต และแทร็กสุดเจ๋งมากมายจากอัลบั้มทั้งสามชุด รวมถึงอีพีชุดล่าสุด มาสาดความมันส์ให้กับแฟนๆแบบไม่ยั้งเกือบสองชั่วโมง ซึ่งเขาก็ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคนแล้วว่า “คำว่าของจริงมันเป็นยังไง!!”
 


ก่อนเข้าสู่คอนเสิร์ตของ The Weeknd ผู้ชมยังได้อุ่นเครื่องไปกับโชว์ของศิลปินเปิดซึ่งเป็นดีเจน้องใหม่มาแรง ที่จัดหนักจัดเต็มด้วยซาวด์อิเลกทรอนิกส์อันดุดันไม่แพ้ดีเจระดับโลกกันเลยทีเดียว บวกกับความเซอร์ไพรส์ของการรีมิกซ์ซิงเกิ้ลฮิตที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ากันต้องแต่โชว์เปิดเชียวนะ
 


The Weeknd เลือกเปิดคอนเสิร์ตด้วย “Pray for Me” ซาวด์แทร็กสุดเท่จากภาพยนตร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ ‘Black Panther’ โดยเลือกตัดพาร์ทแร็ปของ Kendrick Lamar ออกไป แล้วชดเชยด้วยการแมชอัพกับ “Starboy ft. Daft Punk” ไตเติ้ลแทร็กสุดฮิตจากสตูดิโออัลบั้มชุดล่าสุด ที่ทรงพลังทั้งซาวด์ และเสียงร้องจนเรียกเสียงกรี๊ดของผู้ชมได้สนั่นหวั่นไหวทั้งฮอลล์ แค่เพลงแรกก็ทำเอาเหงื่อกันแล้ว ต่อด้วยแทร็กอื่นๆในอัลบั้มที่ทำให้อะดรีนาลีนสูบฉีดเช่นกัน ทั้ง “Party Monster”, “Reminder” และ “Six Feet Under” ก่อนที่จะค่อยๆลดระดับความคลั่งเพื่อแวะมาดื่มด่ำกับบรรดาซิงเกิ้ลแนวฮิปฮอปที่เขาได้ร่วมงานกับแร็ปเปอร์แถวหน้า ทั้ง “Low Life” ของ Future, “Crew Love” ของ Darke และ “Might Not” ของ Belly รวมถึงอีกแทร็กซาวด์ใสกิ๊กจาก ‘Starboy’ ที่ได้ Kendrick Lamar มาร่วมแร็ปด้วย นั่นคือ “Sidewalks” แต่ก็ไม่ลืมที่จะนำแทร็กสร้างชื่อจากอัลบั้มชุดก่อนๆทั้ง ‘Trilogy’, ‘Kiss Land’ และ ‘Beauty Behind the Madness’ มาเสิร์ฟบรรดาผู้ชมที่ถวายตัวเป็นแฟนตัวยงมาทั้งแต่ยุคแรกๆให้ฟินกันอย่างเต็มอิ่ม ไม่ว่าจะเป็น “House of Balloons/Glass Table Girls”, “The Morning”, “Can't Feel My Face”, “Acquainted”, “Belong to the World” และ “Pretty” จนมาถึงซิงเกิ้ลซินธ์-ป็อบสุดเย้ายวนที่เชื่อทุกว่าไม่มีใครไม่รอฟังอย่าง “I Feel It Coming ft. Daft Punk” ก็ถืออีกหนึ่งเมจิเคิลโมเมนต์ของค่ำคืนที่ยากจะลืมเลือน ตบท้ายด้วยไม้เด็ดอีกชุดใหญ่ โดยเฉพาะซิงเกิ้ลจากอีพีชุดล่าสุด ‘My Dear Melancholy’ ได้แก่ “Wasted Times” และ “Call Out My Name” รวมถึง “Earned It” ซาวด์แทร็กสไตล์แชมเบอร์ป็อบจาก ‘Fifty Shades of Grey’ ที่ส่งให้เขาสามาถเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้อย่างไร้ข้อกังขา ก่อนปิดเวทีอย่างประทับใจด้วย “The Hills” ซิงเกิ้ลฮิตจากอัลบั้ม ‘Beauty Behind the Madness’ ที่ทำให้เขากลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ที่ทั้งโลกจับตามองทันทีในขณะนั้น
 


 ตลอดโชว์เกือบสองชั่วโมง The Weeknd สามารถคอนโทรลเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาได้อย่างไร้ที่ติ ชนิดที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นสตูดิโอก็ไม่ผิดนัก แม้ว่าในขณะที่ร้อง เขาจะต้องใช้พลังงานทุกส่วนของร่างกายเพื่อรับส่งอารมณ์กับแฟนๆทั่วทุกมุมของฮอลล์ก็ตาม อีกสิ่งที่ประทับมากๆก็คือจังหวะการสลับภาพและเคลื่อนกล้องสุดเร้าใจของทีมงาน เพื่อฉายภาพสดๆผ่านจอขนาดยักษ์ ที่สามารถเก็บทุกบรรยากาศความสนุกทั้งจากตัวศิลปิน, นักดนตรี และแฟนๆได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะดูอยู่บนโซนสูงๆก็สามารถเอนจอยไปกับ The Weeknd ได้ทุกๆเสี้ยววินาทีทั้งแต่ต้นจนจบโชว์เลยทีเดียว
 

 

 

ขอขอบคุณ : Live Nation, BEC-Tero